โรงเรียนวัดหนองตาหลวง

หมู่ที่ 3 บ้านหนองตาหลวง ตำบล หินกอง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี 70000

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

032 206336

เว็บบอร์ด

Please to create posts and topics.

ไหว้ครู 

ไหว้ครู 

จากประสบการณ์ที่เราเคยเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์มาในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้นแต่ยังไงขออนุญาตไม่พูดถึงสถานที่ตั้งนะคะว่าตั้งอยู่ที่จังหวัดไหน เอาเป็นว่าถ้าเราอธิบายถึงบริบทด้านในของสถานที่แห่งนี้ คนที่เคยเรียนที่นี่ย่อมรู้ดีว่าเป็นที่ไหนค่ะ เราเองมีโอกาสเข้าไปเรียนในตอนนั้นเป็นการสอบคัดเลือกในสาขานาฏศิลป์เข้าไปค่ะ

และมีโอกาสเข้าร่วมพิธีไหว้ครูประจำปีของโรงเรียน ปกติแล้วเด็กวิทยาลัยนาฏศิลป์เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะสวมใส่โจงกระเบนสีแดง เพราะเหมือนเป็นเครื่องแบบในตอนที่เรียนรำ ปีการศึกษาที่เราสอบเข้าไปนั้นเป็นปีการศึกษาแรกที่ในเทอมหนึ่งจะมีการให้นักเรียนระกับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่หนึ่งได้เข้าเรียนวิชาศิลปะพื้นฐานในทุกแขนง

ถึงแม้ว่าจะสอบเขเาไปในสาขานาฏศิลป์ไทย แต่ทางวิทยาลัยก็ให้เข้าไปเรียนในสาขาดนตรีไทย ดนตรีสากล ขับร้องเพลงไทย ขับร้องเพลงสากล และสาขาอื่นๆที่ทางวิทยาลัยได้มีหลักสูตรเปิดสอน เพื่อต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้พื้นฐานของทุกสาขาที่มีสอนและให้นักเรียนแต่ละคนได้ค้นพบตัวเองว่ามีถวามถนัดหรือสนใจสาขาด้านไหนมากที่สุด ซึ่งสามารถย้ายสาขาได้หลังจากเรียนครบทุกแขนงวิชาแล้ว เป็นการเรียนวนไปแต่เราไม่แน่ใจว่าเรียนสาขาละกี่วันหรือกี่อาทิตย์  

พอเวลาผ่านไปก็เวียนมาถึงงานไหว้ครูซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าครูทางด้านนาฏศิลป์และศิลปะต่างต่างมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ขออธิบายบริเวณภายในวิทยาลัยก่อนนะคะ วิทยาลัยแห่งนี้จะมีโบถส์ตั้งเด่นตะหง่านอยู่ตรงกลางของวิทยาลัย นักเรียนที่นี่จะเรียกกันว่าโบสถ์แก้ว บริเวณรอบโบสถ์จะมีต้นไม้

และม้ากินไว้ให้เด็กนักเรียนได้นั่งพักผ่อนในช่วงของเวลาพัก และจะมีอาคารเรียนรายล้อมรอบๆ รวมถึงพวกอาคารธุรการและหากมองจากประตูใหญ่หน้าวิทยาลัยไปทางซ้ายมือเดินวนไปทางที่ทวนเข็มนาฬิกาจะพบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวิทยาลัยนั่นคือพระพิฆเนศซึ่งจะตั้งอยู่หน้าอาคารดนตรีสากล อีกด้านจะเป็นห้องของอาจารย์ที่เป็นผู้บริหาร แต่ก่อนจะถึงองค์พระพิฆเนศนั้นทางด้านซ้ายจะมีประตูที่เชื่อมทะลุไปทางโรงละคร ซึ่งจะผ่านโรงอาหารของวิทยาลัยก่อน เป็นประตูไม่ใหญ่มาก  

พอใกล้ถึงวันที่จะมีการจัดพิธีไหว้ครูทางวิทยาลัยก็มีการซักซ้อมขั้นตอนตามพิธีการโดยมีการเรียกเด็กนักเรียนแต่ละระดับชั้นเข้าไปซึ่งเป็นการเรียกสลับกัน ซึ่งพิธีไหว้ครูนี้มีการจัดขึ้นที่บริเวณโรงละคร พื้นที่ไม่ได้มีมากมายกว้างขวางนักถือว่ามีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ในระหว่างการซ้อมพิธีก็เป็นไปตามปกติ จะมีรุ่นพี่ที่เรียนระดับชั้นกลางและชั้นสูงซึ่งเทียบไปแล้วก็คือระดับชั้นปวช.และปวส.ตามลำดับค่ะ ที่จะมาคอยช่วยดูแลความเรียบร้อย เดินไปรอบรอบพื้นที่ของการจัดงานเพื่อดูแลรุ่นน้อง ในวันซ้อมพิธีต่างต่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นการซ้อมที่ผ่านไปอย่างราบรื่น  

พอถึงวันที่จัดงานไหว้ครูจริงจริงถึงคิวห้องเราเรียกว่ารอไม่นานค่ะเพราะเราเป็นเด็กชั้นต้นปี1 เรียกง่ายง่ายเทียบไปก็คือเด็กมัธยมศึกษาปีที่1 นั่นแหละค่ะ แต่ที่เรียกว่าชั้นต้นปีที่1 เพราะในวิทยาลัยนี้เรียกกันแบบนี้ เราเข้าไปนั่งกับเพื่อนสนิทอีกคน จะว่าสนิทก็ยังไม่มากค่ะเพิ่งจะรู้จักกันตอนเข้าไปเรียนนี่แหละค่ะ

ส่วนเพื่อนคนอื่นอื่นในห้องโดนตัดแถวแยกไปนั่งทางด้านอื่น ช่วงนั้นมีเสียงร้อง เสียงกรี๊ดดังขึ้นเป็นระยะและเราก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นรุ่นพี่ชั้นกลางและชั้นสูงส่วนมากที่มาคอยดูแลน้องน้องจะเป็นรุ่นพี่ผู้ชายค่ะ เพราะระหว่างพิธีไหว้ครูจะมีรุ่นน้องกรี๊ดร้องหรือเรียกอีกคำคือของขึ้น ครูเข้าอะไรพวกนี้ค่ะ

แล้วรุ่นพี่ทั้งสองระดับชั้นทั้งชั้นกลางและชั้นสูงก็จะอุ้มคนที่มีอาการของชึ้นเหล่านั้นไปที่โบสถ์แก้วด้านนอกโรงละคร ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขาอถ้มคนที่ร้องออกไปไหน ณ ตอนนั้นก็จะมีเสียงบนเวทีที่เป็นการทำพิธีของครูบาอาจารย์ต่างต่างและเรียกให้เด็กนักเรียนแต่ละแถวเดินขึ้นไปครอบครู

ไล่ไปเรื่อยเรื่อยตอนนั้นเรายังไม่ถึงคิวค่ะเพราะเรานั่งอยู่ช่วงกลางของโรงละคร ช่วงพิธีนี้จะช้าหน่อยเพราะเป็นการให้นักเรียนเดินขึ้นไปบนเวทีด้านหน้าและทำพิธีครอบครูเรียงแถวกันเดินลงมา แล้วตอนนั้นเพื่อนเราสะกิดเราเพราะเจอรุ่นพี่ที่ตัวเองแอบชอบที่อยู่ชั้นสูง เดินผ่านไปบอกว่าพี่เขามาคอยอุ้มเด็กด้วย

ตอนนั้นเราฟังอะไรแทบไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ค่ะ รู้สึกอึดอัดและอยากอาเจียน น้ำตาเริ่มซึมไหลออกมาเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน ในความรู้สึกเหล่านั้นก็มีเสียงของคนที่กรีดร้องบางคนก็ลุกขึ้นรำบ้าง ยืนแล้วตะโกนหรือโห่ร้องขึ้นมาบ้างเยอะมากค่ะ พวกรุ่นพี่ก็วิ่งเข้าวิ่งออกโรงละครกันไม่หยุดเลย

ตอนนั้นเรารู้สึกแค่ว่าเรานั่งสะอื้นร้องไห้ แบบไม่ได้ร้องฟูมฟายนะคะร้องเงียบเงียบไม่ค่อยจะมีเสียงด้วยซ้ำ เรารู้สึกตัวแต่แบบเบลอไม่รู้ว่าเป็นอะไรความรู้สึกอึดอัดทำให้เราเข้าใจว่าเหมือนเราเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองเหมือนมีอะไรเข้ามาแทรกตรงข้างในตัวเรา เรานั่งน้ำตาไหลเรื่อยเรื่อย

เพื่อนเราก็วะกิดเราตอนนั้นอยากหันไปถามว่ามีอะไรแต่เหมือนร่างกายไม่สามารถบังคับได้ค่ะ ไม่ถึงขนาดที่จะลุกขึ้นรำหรือร้องตะโกนแต่เรารู้สึกว่าควบคุมตัวเองในการไม่ให้น้ำตาไหลออกมาไม่ได้ในหูมันได้ยินแต่เสียงดนตรีไทยที่บรรเลงอยู่บนเวที เสียงระนาดที่ตีดังมากมากเสียงเพลงที่บรรเลงในพิธีนั้นก้องในหัวเรา

จนสุดท้ายเราตะโกนออกมาดังมากจนรุ่นพี่คนนึงเดินมาหาเราถามว่าเป็นอะไรมั้ย หายใจออกมั้ยเราเริ่มหายใจไม่ออกจากที่รู้สึกอึดอัดในตอนแรกมันหนักขึ้น น้ำตาเราไหลมากขึ้นเรียกว่าอาบแก้มเลยค่ะ จนพี่คนนั้นบอกเราว่าให้เดินออกมาจากเก้าอี้ ซึ่งตอนนั้นเราควบคุมตัวเองไม่ได้พี่เขาคงเห็นว่าเราไม่ขยับดูอาการคงไม่ดีเท่าไหร่เพราะเราพยายามบอกพี่เขาว่าเราหายใจไม่ออก สุดท้ายเรามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มาอยู่ในโบสถ์แก้วกลางวิทยาลัยแล้วค่ะ

ไม่ ใช่เราคนเดียวที่อยู่ในโบสถ์นะคะยังมีคนอื่นๆที่ออกมาก่อนหน้านี้และมีคนอื่นที่รุ่นพี่พาออกมานั่งในโบสถ์ เรียกว่าพอได้สติก็ยังงงอยู่ค่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้นคนที่ออกมาก่อนหน้ามีอาการดีขึ้นรวมถึงตัวเราเองด้วย พอเราเริ่มรู้สึกตัวและพิธีไหว้ครูจบลงเราก็ได้คำตอบว่าในพิธีไหว้ครูที่นี่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นเรายังเด็กค่ะก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แต่พอโตขึ้นก็เริ่มพอจะเรียนรู้และพอจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ้างถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่เชื่อค่ะ

โรงเรียนวัดหนองตาหลวง