โรงเรียนวัดหนองตาหลวง

หมู่ที่ 3 บ้านหนองตาหลวง ตำบล หินกอง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี 70000

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

032 206336

เว็บบอร์ด

Please to create posts and topics.

การปฏิรูปบ้านเมืองสมัยรัชกาลที่ 5

การปฏิรูปบ้านเมืองสมัยรัชกาลที่ 5

6 พฤศจิกายน 2563

พระเจ้าหัวรัชกาลที่ 5 ท่านทรงมีความสนใจที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญและทันสมัยเหมือนชาติตะวันตกมาตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์แล้ว แม้ว่าพระองค์เองไม่มีโอกาสได้ไปศึกษาที่ต่างประเทศ ทรงศึกษาและเรียนรู้จากหนังสือตำราต่างๆ แต่เมื่อทรงขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อมีพระชนม์เพียง 15 พรรษา พระองค์จำเป็นต้องแก้ปัญหาของบ้านเมืองหลายอย่าง จึงยังต้องชะลอแนวคิดทางการพัฒนาบ้านเมืองเอาไว้ก่อน 

ปัญหาของประเทศภายใต้การปกครองแบบเก่า

เมื่อทรงขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์และพิจารณาปัญหาของบ้านเมืองขณะนั้น ทรงพบว่าการปกครองบ้านเมืองแบบเดิมตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงก่อนรัชกาลที่ 5 ยังเป็นแบบเก่า ที่เรียกว่าแบบจารีตหรือแบบกินเมือง ที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นเหตุให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงและทุจริตเงินภาษีอากรของแผ่นดินจากกลุ่มผลประโยชน์หรือขุนนางชั้นสูงมาก

อีกปัญหาหนึ่งที่ทรงค้นพบคือการไม่มีเอกภาพแห่งดินแดน คือรัฐไม่สามารถรวมอำนาจการปกครองเข้าสู่ศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง การควบคุมหัวเมืองในสมัยก่อนจึงชึ้นอยู่กับความสามารถและบารมีของพระมหากษัตริย์ บางคราวก็เกิดการกบฏและการไม่ยอมรับอำนาจของส่วนกลาง แม้แต่พระมหากษัตริย์เองก็ไม่มีสถานะมั่นคงเพราะต้องอาศัยฐานอำนาจจากกลุ่มขุนนางมาสนับสนุน

นอกจากนี้ประเทศยังเริ่มถูกคุกคามโดยมหาอำนาจตะวันตกคืออังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศในขณะนั้นจึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงมาก รัชกาลที่ 5 ท่านจึงไม่สามารถทำตามแนวพระดำริเรื่องการปฏิรูปได้ อีกทั้งขณะนั้นพระองค์ยังเยาว์และตกอยู่ภายใต้อำนาจของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ

 

รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปบ้านเมืองแบบพลิกแผ่นดิน

ปฏืรูปการคลัง

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีพระชนม์ครบ 20 พรรษาและมีพระราชอำนาจของ่พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ จึงได้ทรงเริ่มทำตามแผนการปฏิรูปประเทศตามทีได้คิดไว้ แต่เมื่อเริ่มดำเนินการปฏิรูปซึ่งจะต้องใช้เงินมาก ทรงพบปัญหาในเรื่องรายได้ของท้องพระคลังข้างที่และกรมพระคลังมหาสมบัติที่มักจะมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับรายจ่าย เนื่องจากรายได้จากภาษีอากรถูก     ขุนนางที่ได้สิทธิในการเก็บอากรหรือที่เรียกว่าเจ้าภาษีนายอากรโดยเฉพาะขุนนางในตระกูลบุนนาคที่มีอิทธิพลมากหักเอาไปเป็นผลประโยชน์ตน ทำให้การจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่ผ่านมาเกิดการรั่วไหลไปมาก 

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงปฏิรูปการจัดเก็บรายได้แผ่นดินเสียใหม่โดยจัดตั้งหอรัษฏากรพิพัฒน์ขึ้นในปี พ.ศ. 2416 เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการวางระเบียบการเก็บเงินเพื่อควบคุมให้เก็บอากรได้ตรงเวลาและไม่ให้มีการรั่วไหล

หากมีการทุจริตจะทรงลงโทษอย่างหนักเพราะรายได้ที่เก็บมาไมใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวแต่เป็นผลประโยชน์ของแผ่นดิน โดยพระองค์เองจะทรงกำกับอย่างใก้ลชิด ต่อมาทรงตั้งกรมบัญชีกลาง ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมพระราชทรัพย์ที่เป็นรายได้ส่งพระคลัง

พ.ศ. 2417 ประกาศพระราชบัญญัติตั้งสภาที่ปรึกษาแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อออกพระราชบัญญัติต่างๆ ด้านการคลัง เช่น พระราชบัญญัติสำหรับพระคลังมหาสมบัติ 

พ.ศ. 2433 ประกาศพระราชบัญญัติงบประมาณ เพื่อจัดระเบียบการเงินการคลังให้มีความสมดุลของรายรับรายจ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นคงของรัฐ 

พ.ศ. 2544 รัฐสามารถจัดทำงบประมาณรายรับและรายจ่ายแผ่นดินขึ้นครั้งแรก โดยมีการแยกรายจ่ายส่วนพระองค์ออกจากรายจ่ายของแผ่นดิน

แยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์ของแผ่นดินและให้พระคลังข้างที่ดูแล ซึ่งแต่เดิมนั้นทรัพย์สินทั้งหมดของแผ่นดินจะอยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์

การปฏิรูปทางด้านการคลังนี้ได้สร้างความขุ่นเคืองให้แก่กลุ่มขุนนางเก่าที่เคยเป็นผู้มีอิทธิพลและมีผลประโยชน์จากระบบเก่าอย่างมาก

 

ปฏืรูปการปกครอง

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงทำการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองครั้งใหญ่อย่างที่เรียกว่า “การพลิกแผ่นดิน” ก็ว่าได้ การปฏิรูปการปกครองในระยะแรก ทรงดึงอำนาจจากขุนนางกลับคืนมาสู่พระมหากษัตริย์ 

ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยทรงตั้งคนหนุ่มที่เป็นขุนนางชั้นพระยาที่มีความสุจริตยุติธรรมที่ทรงไว้วางใจ เพื่อดึงอำนาจคืนมาจากขุนนางเก่ากลุ่มของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์แต่ก็ทรงดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนสำเร็จโดยไม่ทรงประสงค์ที่จะแสดงตนเป็นศัตรูกับขุนนางเก่าเหล่านั้น

ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกิจการบริหารบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตก

การปฏิรูปการปกครองในระยะที่สอง 

ด้านการบริหารราชการส่วนกลาง ทรงจัดตั้งกระทรวงตามระบบใหม่จำนวน 12 กระทรวง เพื่อบริการและจัดการราชการแผ่นดินในด้านต่างๆ 

ด้านการบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทยขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ แต่ละมณฑลก็จะมีหน่วยงานบริหารราชการดูแล ภายหลังแต่ละมณฑลจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดและแบ่งออกไปเป็นอำเภอ ตำบลและหมู่บ้านเป็นรูปแบบมาถึงปัจจุบัน

ด้านการบริหาราชการส่วนท้องถิ่น จัดตั้งสุขาภิบาลเพื่อดูแลเรื่องการจัดระเบียบชุมชนและดูแลด้านสุขอนามัยของประชาชน สุขาภิบาลเป็นพื้นฐานของยกระดับเป็นการบริหารแบบเทศบาลในเวลาต่อมา

การปฏิรูปทางสังคม

ทรงยกเลิกระบบทาส โดยทาสถือเป็นชนชั้นต่ำที่สุดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว และเป็นระบบที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมานาน ทรงกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย

โดยให้บุคคลที่เป็นทาสที่เกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 เป็นต้นไปได้รับอิสระเมื่ออายุ 21 ปี และ พระราชบัญญัติเลิกทาส รศ.124 โดยให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 และมีข้อห้ามไม่ให้คนที่เป็นไทแล้วต้องกลับไปเป็นทาสอีก 

ทรงยกเลิกระบบไพร่ ไพร่คือสามัญชนที่ถูกกำหนดให้ต้องสังกัดนายและถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานให้รัฐโดยไม่ได้ค่าจ้างแต่ได้รับการคุ้มครองทางกำหมายเป็นการตอบแทน ภายหลังระบบไพร่ได้เสื่อมลงไปเองเนื่องมาจากสนธิสัญญาเบาว์รื่ง

ทำให้ระบบการทำงานของแรงงานเปลี่ยนไปจากการใช้แรงงานเพื่อยังชีพมาเป็นการขายแรงงานเพื่อมีรายได้ ไพร่จึงยอมเสียเงินออกจากระบบไปเพื่อทำงานเกิดรายได้แก่คนเอง

การปฏิรูปการศึกษา

ทรงเริ่มให้มีการสร้างโรงเรียนสอนวิชาการต่างๆแบบตะวันตก มาแทนการศึกษาแบบเดิมที่สอนโดยพระสงฆ์หรือสอนกันเองภายในครอบครัว โรงเรียนที่ทรงตั้งขึ้นมาที่มีชื่อเสียงคือโรงเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

การปฏิรูปการคมนาคม

ทรงวางรากฐานการคมนาคมของประเทศไทยให้เป็นอย่างทางตะวันตก ทรงให้สร้างถนนขึ้นหลายสาย เช่น เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร สีลม ทรงให้ขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการชลประทาน เช่นคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก

ทรงสนับสนุนการสร้างเรือกลไฟ ทรงวางรากฐานการไปรษณีย์โทรเลข โดยจัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้น ทรงให้สร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา ทางรถไฟสายพายัพ และทางรถไฟสายใต้ นอกจากนี้ทรงเริ่มให้นำระบบโทรศัพท์เข้ามาใช้ในประเทสไทย

การปฏิรูปบ้านเมืองที่รัชกาลที่ 5 ทรงทำไว้ทั้งด้านการคลัง การปกครอง การสังคม การศึกษา และการคมนาคม ถือเป็นการวางรากฐานของประเทศอย่างแท้จริง สิ่งที่พระองค์ท่านวางไว้ให้ทำให้ประเทศไทยเราสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญต่อมาจนถึงปัจจุบัน

โรงเรียนวัดหนองตาหลวง